ป้ายกำกับ

นิตยสารที่เป็นผู้นำเทรนด์ด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ นิตยสาร dFLY ได้นำเสนอเนื้อหาที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุดทั้งในด้านท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ อาทิ ด้านอาหาร, ช้อปปิ้ง, สปา, ที่พัก, การออกแบบ แฟชั่น ทั้งหมดเหล่านี้รวมเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญให้กับผู้อ่านในการมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการออกท่องเที่ยว-ผจญภัย ออกวางแผงเดือนเว้นเดือน

วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

7-1 เรื่องจริงเกี่ยวกับไทยที่คนกัมพูชาไม่ค่อยรู้

เอากันดื้อๆ ด้านๆ หน้าไม่อายอย่างนี้เลย เห็นเขาเขียนก็อยากเขียนมั่ง

1. วันหยุดยาวนี้คนไทยพร้อมใจกันออกนอกประเทศ
และมีแววว่าจะไม่ยอมกลับประเทศ บางรายถึงกับยอมเอาหัวโขกประตูเครื่องบินตายก็มี แต่ประชาชนชาวไทยบางส่วนที่ไม่สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินได้ทัน เหตุเพราะตั๋วราคาบาทเดียวมันเต็มตั้งแต่ยังไม่เปิดให้จองเสียด้วยซ้ำ
พูดให้โก้ไปอย่างนั้นเอง ความจริงมันมีให้จองสักใบหรือเปล่าก็ไม่รู้
ประชาชนที่ไม่สามารถออกนอกประเทศไทย ก็พร้อมใจกันเมาแล้วขับ
ยอมตายดีกว่า จะกลับมาเห็นหน้านายกคนใหม่



2. เมืองไทยนั้นยุงโคตรชุม
เพราะเมืองไทยนั้นน้ำเน่าเยอะมาก ทั้งละครน้ำเน่า การเมืองน้ำเน่า มุขเสี่ยวน้ำเน่า แล้วนี่ยังมีเอ็นทรีน้ำเน่าแบบนี้อีก แต่นับว่าชาวไทยยังโชคดี ที่มีราคาน้ำมัน แบบไม่ได้นิ่งนอนใจ ผันผวนวิ่งขึ้นพรวดๆ ทุกวันพร้อมๆ กับค่าครองชีพ ทำให้คนไทยพอใจชื้นได้บ้างว่า ไม่ใช่อะไรๆ จะนิ่งไปเสียหมดทุกอย่าง



3. กอล์ฟ-ไมค์ นั้นดังมาก
มากกว่าที่ชาวเขมรจะรู้
คนไทยเรียกหากอล์ฟ-ไมค์กันทั่วประเทศ
ไม่เชื่อ ลองไปเดินแถว ร้านขายซีดีเถื่อน
ไม่ว่าจะเป็น สะพานเหล็ก พันธ์ทิพ หรือตามต่างจังหวัด
เราก็จะได้ยินชื่อเขาเสมอ "ก๊อบมั้ย" พี่ "ก๊อบมั้ย" แผ่นละร้อยเอง



4. คนไทยนั้นรักการอ่าน
ใครบอกว่าชาวไทยนั้นขี้เกียจอ่าน ความรู้น้อย ปีหนึ่งอ่านหนังสือเฉลี่ยไม่กี่เล่ม
ขอเถียงจนไส้ติ่งสะเทือน
ทุกครั้งที่เดินผ่านแผงหนังสือ
มักจะเห็นคนไทยมุงแผงหนังสือเปิดอ่านฟรีกันให้เพียบเสมอ นิตยสารยับกันทั้งแผง
โดยเฉพาะนิตยสารดาราจะยับมากเป็นพิเศษ ขนาดห่อพลาสติกเอาไว้ยังยับ เล่มไหนไม่ยับ ไม่ต้องน้อยใจ เดี๋ยวสักพัก ก็หายไปจากแผงเอง
ฝั่งพนักงานเก็บเงินก็ได้แต่ผลัดกันถอนผมหงอกแก้ว่าง เพราะชาวไทยขยันอ่านกันจริงจัง อ่านจนจบเล่มเลย ไม่ต้องซื้อกลับบ้านเลย
นอกจากนั้นคนไทยยังเป็นคนที่ไม่ลำเอียงอีกด้วย
อ่านสตาร์กอซซิปแล้ว กลัวทีวีพูลจะเสียใจ
ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ชั้นจะกลับมาอ่านต่อ
วอนรัฐและ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" น่าจะมาดูดำดูดีกันหน่อย
ควรจะหาเก้าอี้ตั้งไว้ที่แผงขายหนังสือ จะได้ไม่ต้องยืนอ่านให้เมื่อย อยากเห็นประชากรในประเทศฉลาดแต่เส้นเลือดขอดหรืออย่างไรไม่ทราบ

5. คนไทยเกลียดซานตาคลอส
สดๆ ร้อนๆ จากหน้าเมเจอร์รัชโยธิน
เมื่อวานนี้เองที่คนไทยเผาไล่ที่คุณลุงซานต้า ที่หน้าเมเจอร์
แกตั้งใจมาเมืองไทย จะมาแจกของขวัญแท้ๆ
มาวันนี้ ไม่เหลือแม้ร่องรอยคุณลุงซานต้าและบ้านพัก(ชั่วคราว)
ฝั่งชาวชุมชนแออัดเริ่มหวั่นใจ
คนไทยทำไมใจร้าย ทำได้แม้กระทั่งชาวต่างชาติใจดี เขามาแจกของขวัญแท้ๆ (ย้ำ)

6. สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เห่อพกจาน ชาม ช้อน ติดตัว มากกว่าพกเครื่องรางของขลัง จตุคามรี่ยังชิดซ้าย
เหตุด้วยหวังว่าจาน ชาม ช้อนจะช่วยให้พวกตนได้จัดตั้งรัฐบาล
แต่หากวืดครั้งนี้ ก็ยังหวังว่าครั้งหน้าคงจะส่งผลให้ชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลไปตามๆ กัน
อ่ะ..งงดิ ก็จาน ชาม ช้อน เป็นพาชนะไง พกติดตัวเอาไว้ รับรอง ไม่มีแพ้ พา-ชนะ

เขียนต่อไปไม่ไหวแล้ว
ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเขียนให้ครบ 7
ทำไมต้องเป็น 7 อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสวรรค์ชั้น 7 ของเจ เจตรินแต่อย่างใด
และไม่เกี่ยวกับบาป 7 ประการด้วย
แต่อยากเขียนให้ได้ 7 แบบคนอื่นเขา หมายถึง คุณบองเต่า ที่เราไป "ก็อปมั้ย" ไอเดียเขามานั่นไง

แต่พอเขียนได้ถึงข้อ 6 เริ่มน้ำตาซึมๆ ด้วยความปลาบปลื้ม
ทนไม่ไหวแล้ว ขอไปเก็บเสื้อผ้าทำทีเป็นชาวต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยดีกว่า
อย่างว่า..นักเขียนไส้แห้ง จะเอาทุนรอนที่ไหนไปซื้อทีมฟุตบอล เดินทางออกนอกประเทศ
ก็ได้แต่ทำตัวเป็นชาวต่างประเทศแทน
หึ..ขอเว้นวรรคการเป็นคนไทยสักรัฐบาล 1 สมัยจะได้มั้ยเนี่ย

วันจันทร์ที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

โรงเรียน Metis โกงเงิน

อยากเรียนให้ทุกท่านทราบ​เพื่อ​เป็นอุทธาหรณ์
​โดยเฉพาะ​เพื่อนๆ ​ที่ทำงานในวงการสื่อ
​และสำหรับทุกท่าน​ที่อยากเรียนพิเศษ แต่ไม่อยากสนับสนุนคนขี้โกง

เรื่อง​มีอยู่​ว่า
ทางนิตยสารของเรา (Route Campus Tour-​เป็นนิตยสารขนาดเล็ก แจกฟรีให้​กับนักศึกษามหาวิทยาลัย ตอน​ที่เราเข้า​ไปจัดงาน) ​ได้ลงโฆษณาให้​กับโรงเรียน Metis Education ซึ่งอยู่​​ที่ Tops Supermarket ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ​และ​ได้ตกลงค่าโฆษณา​เป็นมูลค่า 60,000 บาท​ ซึ่ง​เมื่อทางเรา​ได้ลงโฆษณา​และแจกนิตยสาร​เป็น​ที่เรียบร้อย​ จบโครงการ ก็​ได้ขอรับเงินค่าโฆษณา
​โดยทาง Metis ขอผัดผ่อนเรื่อยมา จนกระทั่ง ยอมจ่าย แต่ขอผ่อน 9 งวด
6 งวดแรก จ่ายงวดละ 5,000 บาท​ งวด​ที่ 7-9 จ่ายงวดละ 10,000 บาท​
ทางเรา​ต้องพยายามโทรทวงเสียค่าโทรศัพท์มากมาย​กว่า​จะ​ได้เงินมา แต่ละเดือน จนใน​ที่สุด เดือน​ที่ 8 ก็ไม่ยอมจ่ายอีก ผ่านมากว่า 4 เดือนแล้ว​ ทางเราจึงทำหนังสือแจ้ง​ไปว่า ​ถ้ายังไม่จ่าย ​จะดำเนินคดี

เชื่อไหมว่า คำตอบ​ที่​ได้​คือ ฟ้อง​ไปเลย​ ไม่จ่าย

เหตุผล​ที่เคยแจ้งให้เราทราบ​คือ คนข้างใน​ที่ตกลงซื้อโฆษณา​ไปเปิดโรงเรียนแข่ง
แต่ทางเราก็แจงกลับ​ไปว่า เราลงโฆษณาให้​กับทางโรงเรียน ไม่ใช่ตัวบุคคล

อุทธาหรณ์เรื่อง​นี้ ขอให้​เพื่อนๆ ในวงการสื่อ ระมัดระวัง การโกง ซึ่งๆ หน้า
ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย มีจริงในโลกค่ะ
​โดยเฉพาะโรงเรียน Metis
​และขอให้น้องๆ ​ที่​ต้องการเรียนพิเศษ โปรดอย่าสนับสนุนคนโกง
เลือกเรียนโรงเรียนอื่นๆ นะคะ

รับรองว่า เรื่อง​ราวดังกล่าว​เป็น​ความจริง ไม่​ได้มีการใส่ร้าย
ตอนนี้ทางบริษัท​กำลังหาทางดำเนินการอยู่​ค่ะ

ขอบคุณทุกท่าน​ที่​จะไม่สนับสนุนคนโกงต่อ​ไป
------
เตือนให้ทราบกันทุกคนแล้วนะ

วันพฤหัสบดีที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

อยากอินเทรนด์ต้องรู้จัก คาร์บอนเครดิต

ไม่เจอะกันนาน คิดถึงจังเลย...
มาเป็นเพลงลูกท่งเชียว ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ กับการที่ไม่ได้เข้ามาอัพบลอกเลยเป็นเวลาหลายวัน แต่ก็คิดถึงทุกโคนนนนนะ

ในกรุงเทพอากาศหนาวมั่งไม่หนาวมั่ง ต่างจังหวัดอ่ะ หนาวขี้มูกย้อย ต้องรักษาสุขภาพกันเยอะๆนะ เราเป็นห่วง

พอพูดถึงอากาศก็นึกถึงภาวะโลกร้อน ปรากฎการณ์ที่โลกไม่สามารถระบายความร้อนออกไปได้ ทำให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกที่เราอาศัยอยู่มันสูงขึ้น

สาเหตุก็เกิดจากก๊าซเรือนกระจกที่คล้ายฟิลม์บางๆ และมีจำนวนมากเกินไปมาปกคลุมผิวโลก

ก๊าซนี้มันเกิดจาก คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัส-ออกไซด์ และ คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน เหล่านี้ล้วนมาจากการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เช่น การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะนิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องช่วยกันลดก๊าซเหล่านี้ นานาชาติจึงร่วมกันจัดตั้ง พิธีสารเกียวโต ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก มาตั้งแต่ 16 ก.พ. 2548

มีเงื่อนไขว่าในช่วงพ.ศ. 2551-2555 ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วที่เป็นสมาชิกของพิธีสารเกียวโต ในกลุ่มบัญชีที่ 1 ที่ส่วนใหญ่เป็นประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย มีพันธต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ร้อยละ 5.2

ก็คือลดก๊าซต่างๆ ที่เราเล่าไว้เบื้องต้นนั่นแหละ

ส่วนไทยเองอยู่ในกลุ่มบัญชีที่ 2 คือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ยังไม่มีพันธต้องลดการปล่อยก๊าซ

แต่ในพิธีสารฯ ได้เปิดโอกาสให้กลุ่ม 1 เข้ามาดำเนินกิจกรรมบางอย่างในประเทศกลุ่ม 2 เพื่อลดการปล่อยก๊าซ

จำนวนก๊าซที่สามารถลดลงได้เรียกว่า คาร์บอนเครดิต

กิจกรรมบางอย่างที่กลุ่ม 1 เข้ามาดำเนินในกลุ่ม 2 ก็คือการเข้ามาซื้อคาร์บอนเครดิตนั่นแหละ เพราะในพิธีสารฯ อนุโลมให้ประเทศในกลุ่ม 2 ขายคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศในกลุ่ม 1 ได้

อ่ะ... งง ดิ งง

การลดคาร์บอนน่ะ ทำได้หลายวิธีตั้งแต่บริหารจัดการโรงงานให้สามารถลดก๊าซมลภาวะอย่างที่เราบอกไปให้ได้มากที่สุด หรือ ปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซเหล่านั้น หรือ การใช้พลังงานทดแทน

คราวนี้ถ้าเราทำโรงงาน แล้วโรงงานของเราสามารถลดจำนวนก๊าซได้ เราก็เอาจำนวนก๊าซที่เราลดได้นั้น ขายเป็นคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศในกลุ่ม 1 เข้าใจยัง

หรือเราจะปลูกต้นไม้จำนวนมากๆๆๆๆๆ เพื่อเป็นการดูดก๊าซแล้วขายเครดิตแบบนี้ก็ได้นะ ถ้าเรามีที่มากพอ

ราคาที่เขาซื้อขายกันก็ตันละ USD 15

ปลูกต้นไม้สัก 150,000 ไร่ ไร่หนึ่งสัก 100 ต้น รวมแล้วก็น่าจะได้เงินสัก 45,000 ล้านบาท ไม่ต้องทำมาหากินกันเลย ปลูกต้นไม้ดีกว่า

วันจันทร์ที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นด้วยตา

ใกล้วันพ่อเข้าไปอีกวันแล้วล่ะ วันพ่อมีแค่วันเดียวในจำนวน 365 วัน คงไม่ว่ากันนะถ้าจะเล่าเรื่องพ่อให้ฟังอีกสักวัน

พ่อเขาอายุเลยหลักสี่มาเยอะแล้ว จะถึงหลักหกอยู่ร่อมร่อ เขามีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทของชาวญี่ปุ่นในตำแหน่งระดับผู้จัดการฝ่าย ตอนที่อยู่ด้วยกันเราก็เห็นพ่อทำงานแบบทุ่มเทบ้านช่องไม่กลับบางทีหายไปเลย 3 วัน 3 คืน เวลางานที่บริษัทเร่งๆ ยังเคยถามเขาว่านี่เรามีหุ้นอยู่ในบริษัทนี้ป่าวพ่อ? แต่ความเป็นจริงเราก็คาดเดาได้จากการรับรู้ที่เคยได้คุยกับพ่อเรื่อยๆ เกี่ยวกับที่ทำงานว่า งานที่เขาทำค่อนข้างจะกดดัน เพราะเขาเป็นผู้บริหารคนเดียวที่เป็นคนไทย มันจึงมีเรื่องของการเมืองในที่ทำงานเข้ามาเกี่ยวข้อง

ญี่ปุ่นเป็นชาตินิยม เขามักที่จะส่งคนเข้ามาเรียนรู้งานจากพ่อเสมอๆ เพราะพ่อเป็นนักเรียนทุนญี่ปุ่นระดับแนวหน้า พ่อก็เก่งในวิชาชีพของเขา เก่งมาก เรายืนยันได้เลย

แต่ก็ไม่รู้เพราะอะไรคนที่ถูกส่งมาเรียนงานกับพ่อ มักจะทำตัวเสมือนว่าเขาเก่งกว่าเขารู้มากกว่า แล้วที่แย่กว่านั้นเขาก็มักจะเข้าข้างกันอยู่เสมอๆ เราว่าพ่อคงจะคิดว่า "มึงไม่อยากเรียน ก็บอก จะได้ไม่ต้องสอน ลำบากนักก็ไม่รู้จะมาเรียนทำม๊ายย..." แต่พ่อไม่ใช่เรา คำพูดนี้เลยไม่ได้พุ่งผ่านปากออกไป

บางครั้งคนที่เรียนงานเมื่อไปทำงานจริง ก็ทำพลาด เมื่อพลาดเขาก็โบ้ยมาทางพ่อว่าไม่ได้สอน ห่วงวิชา ว่าเข้าไปนั่น

มันเลยกลายเป็นหนึ่งในหลายๆ สาเหตุที่ทำให้พ่อมักจะเครียดอยู่เสมอๆ ยังไม่นับรวมคนไทยด้วยกันที่คอยจะแทงข้างหลัง เลียนายญี่ปุ่นจนน่าเกลียด หวังจะขึ้นมาแทนที่ในตำแหน่งของพ่อ โอ้...พระเจ้าช่วย ความเครียดทำให้พ่อต้องระวังตัว เก็บกด ดื่มจัด สูบบุหรี่ ขี้โมโห นานวันเข้ามันก็สั่งสมจนในที่สุดมันก็มา

โรคเบาหวาน สมบัติตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น จากปู่มาสู่พ่อ จากพ่อมาสู่เรา(หมอบอกว่าเรามีแนวโน้ม แต่เรารู้ตัวก่อน เบาหวานไม่ได้แอ้มเราหรอก ทุกวันนี้กินน้ำตาลนับเม็ดได้) โรคความดันโลหิตสูง คลอเรสโตรอลก็สูงที่สุดก็ต้องกินยาควบคุมไม่ให้มันสูงเกินปกติ จนหมอก็ออกปากเตือนให้ระวังอยู่เสมอ แต่พ่อเขาก็คิดว่าเขาแข็งแรง คงไม่เป็นไรง่ายๆ ความประมาททำให้เขาก็ยังคงรักษาพฤติกรรมเดิมๆ คิดแต่ว่างานคือชีวิต ไม่ทำงานก็ต้องตาย ไม่มีอะไรกิน สิ่งเหล่านี้มันคือพื้นฐานที่ทำให้พ่อเกือบจะไม่ได้อยู่กับเราอย่างทุกวันนี้

วันดีคืนร้ายของพ่อก็มาถึง พ่อถูกย้ายงานไปทำตำแหน่งที่พ่อบอกว่าเสียดายความสามารถไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถอะไรเลย จริงอยู่ว่ามันอาจจะสบายไม่ต้องทำอะไร แต่บางทีมันก็สร้างความหวั่นใจได้เหมือนกัน พ่อเองก็คงรู้สึกอย่างนั้น แต่เขาก็พยายามสนุกกับงานที่ได้รับมอบหมาย แต่ก็อีกนั้นแหละวิบากกรรมของเขายังไม่หมด เขาโดนสอบสวนว่าทุจริตในการสอบสัมภาษณ์, และโดนข้อหามีเพศสัมพันธ์กับพนักงาน แถมมีพยานเสียด้วยนะ ตอนนั้นเล่นเอาเครียดกันทั้งบ้าน

แต่มันก็ผ่านพ้นมาได้ แม้จะยากลำบาก แต่ความจริงมันก็คือความจริง ช่วงที่พ่อโดนข้อหาเรื่องผู้หญิงเนี่ย แม่เราตลกมาก วิ่งเต้นจนท้ายๆ ร่ำๆ จะกลายเป็นหมอผีไปแล้ว ดีนะที่เรื่องมันจบไปเสียก่อน

วันดีคืนร้ายของพ่อผ่านไปไม่นาน มันคงนึกได้ เลยย้อนกลับมาอีก คราวนี้มันมาตอนที่พ่อกำลังอาบน้ำ จู่ๆ เขาก็เกิดเจ็บแปล็บที่หัวใจขึ้นมา ความเจ็บร้าวมันทำให้ชาไปทั้งแขนด้านซ้าย ลมหายใจเริ่มติดขัด พ่อค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง เพื่อตั้งสติ พร้อมๆ กับรู้สึกว่าเหงื่อออกราวกับออกกำลังกายมาอย่างหนัก เขารู้สึกได้ทั้งๆ ที่กำลังตัวเปียกอยู่ใต้ฝักบัวแท้ๆ

หลังจากวันนั้นพ่อก็ไม่ยอมไปหาหมอ และไม่ยอมบอกใคร ที่ไม่ยอมไปหาหมอเพราะกลัวหมอบอกว่าตัวเองไม่สบายและกลัวการผ่าตัด พูดง่ายๆ ก็กลัวตายนั่นแหละ ส่วนที่ไม่บอกใครเพราะกลัวว่าคนอื่นเขาจะเป็นห่วง พ่อก็ได้แต่หายาสมุนไพรมากินเอง แต่มันก็ไม่สามารถช่วยได้ จนเขาทนไม่ไหวต้องไปพบแพทย์ในที่สุด

อาหมอเพื่อนพ่อก็ให้ยามาทานเพื่อขอดูอาการบางอย่างโดยที่ยังไม่บอกใคร ที่สุดแล้วอาหมอก็บอกว่าพ่อต้องสวนหัวใจหลังจากตรวจสอบคลื่นหัวใจเป็นที่เรียบร้อย

อาหมอบอกให้พ่อเตรียมตัวจัดของนอนโรงพยาบาลได้เลย เพราะต้องรีบผ่าตัดเป็นการด่วนในวันรุ่งขึ้น

ตอนนี้พ่อเริ่มรู้แล้วว่าเครื่องดื่มประเภทอัลกอฮอล์นั้นไม่ดีต่อสุขภาพ (555) หันไปดื่มน้ำเสาวรสแทน แล้วเข้านอน

สักประมาณ 6 ทุ่มของคืนวันนั้น พ่อเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก จนต้องลุกขึ้นมานั่งอยู่คนเดียวในความมืด แต่แม่ก็รู้สึกตัวและหายามาให้ทาน เป็นอย่างนี้ถึง 2 ครั้ง จนแม่เริ่มวิตกเลยโทรไปถามอาหมอ มันเป็นอาการช็อคและต้องรีบไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย เพราะอาการแบบนี้ต้องอยู่ในความดูแลของคณะพยาบาลแล้ว

ทันทีที่เข้าโรงพยาบาลพ่อก็ถูกสั่งห้ามอาหารเพื่อเตรียมรับการผ่าตัด

เมื่อถึงตอนเช้า พ่อถูกนำเข้าห้องผ่าตัดความรู้กลัวก็เริ่มกัดกินหัวใจพ่อทีละน้อยๆ ในขณะที่พ่อนอนอยู่คนเดียวในห้องผ่าตัด รอบตัวพ่อไม่มีใครแม้แต่สักคน มีเพียงอากาศเย็นจัด ที่ชวนให้ขนใต้ชุดคนไข้บางๆ ได้ลุกเกรียว กับมีเพียงอุปกรณ์นานาชนิดในห้องผ่าตัด ซึ่งตอนนี้พ่อไม่มองมันเป็นเพียงแค่อุปกรณ์อีกต่อไป พ่อกลับรู้สึกชิงชังราวกับมันเป็นศัตรู สักครู่เจ้าหน้าที่ก็ค่อยๆ ทะยอยเดินเข้ามาให้ห้องเพื่อเตรียมเครื่องมือ แม้จะมีคนเพิ่มเข้ามาในห้องอันหนาวเย็น แต่กลับไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากเสียงเคร้งคร้างของอุปกรณ์ที่กระทบกัน...

วันอาทิตย์ที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

นี่แหละ... พ่อผม

รู้ทั้งรู้ว่าบลอกนี้มักจะมีลูกค้า, เอเจนซี่แวะเวียนกันเข้ามาอยู่บ่อยๆ ก็ยังจะทะลึ่งบ้องใส่เรื่องส่วนตัวเข้าไปอีก
แต่เราก็รู้มาอีกว่านอกจากคนเหล่านี้แล้ว พ่อเราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบแอบเข้ามาดูว่าลูกทำไรมั่ง
สบช่องอีก 2 วันเป็นวันพ่อ เลยเอาจดหมายของพ่อมาให้อ่าน ตอนที่เรามีเรื่องกลุ้มใจ โดนลูกน้องยืมเงินไปแล้วหายเงียบไป
----
การปกครองคนต้องเสียสละ อย่าคิดเอาแต่ได้อย่างเดียว
ลองดูน่ะลูก อยากได้จงให้แล้วก็จะได้มากยิ่งๆขึ้นไป
สมบัติทั้งหลายเพียงแค่เชยชมสุดท้ายก็จากกันไป หากมีเหลือเฟือฟาย
ทำทานบ้างจะเป็นไรไปลูก
เรื่องสุขภาพเราไม่ใช่หมอน่ะลูกและถ้ามันเป็นน้อยๆรักษาง่ายกินยาก็หายเป็นมาก
มันแก้ไขไม่ได้ และอย่าเทียบกับพ่อเลย
ตอนนี้เท่ากับพ่อตายไปแล้วหลายๆอย่างที่อยู่ได้เพราะพ่ออธิฐานขอสร้างบุญกุศลก่อน แต่เขาคงให้เวลาพ่อไม่นานนักหรอก ขนาดเพื่อนพ่อว่าแข็งแรง
ไม่มีเจ็บไข้ได้ป่วย บทจะไปก็ไปเลยไปเก็บมะเขือหลังบ้านจะกินกับข้าว
เผาที่วัดสามัคคีไปเรียบร้อยแล้ว แต่คิดอีกแง่หนึ่งเขาก็หมดกรรม
เพราะลูกสาวเขาหนีไม่เข้าบ้านทั้ง 2 คน
เห็นเพื่อนๆบอกว่ามันเที่ยวตามหาไปจนทั่วหมด

รักษาสุขภาพทั้งจิตและร่างกายให้ดีน่ะลูก
รักลูก
พ่อ

______
อยากรู้มั้ยครับว่าลูกน้องที่ยืมเงินไปน่ะเท่าไร หึ หึ รวมแล้วก็เกือบแสนครับ
อืม.. พ่อผมไม่ได้ชื่อแสนดีนะ ขอบอก

การตลาดสีชมพู pink profits เกย์จะครองโลกก่อนน้ำท่วมโลกเสียอีก

ถือเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง.. ยอมแพ้แก่เพื่อน
จนต้องเอามาแปะไว้
อืมม์..เอาล่ะ ถึงยังไงก็มีเพื่อนเป็นกำลังใจล่ะ(ว่ะ)

หวังว่ากระทรวงหรือสมาคมรักร่วมเพศคงจะไม่รุมตื้บหรือดักเอาทุเรียนตบเรานะ ที่ตั้งชื่อแบบนี้ก็ตั้งด้วยรักและเอ็นดู๊ เอ็นดู 555

มีอยู่ 3 trends ของการตลาดที่เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นทุกที และเรามองว่าทั้งหมดที่ว่านี้จะกลายเป็น trends อมตะนิรันดร์กาลไปอย่างแน่นอน

เทรนด์ที่ให้ความสำคัญกับ กลุ่ม ผู้หญิง, รักร่วมเพศ และ baby boomers (อายุ 40 กว่าขึ้นไปจนถึง 60 ปีซึ่งสมควรจะเกษียณออกไปเล็มกิ่งโป้ยเซียนอยู่ที่บ้านได้แล้ว)

ในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่อนุรักษ์นิยมหัวโบราณขนาดไหน ก็ยังต้องหันมามอง ตลาดเกย์
อยากรู้มั้ย เรากำลังพูดถึงเงินจำนวนเท่าไร

ประเมินกันว่าการใช้จ่ายเงินของกลุ่มรักร่วมเพศในสหรัฐอเมริกาในปี 2011 จะสูงถึง 835 พันล้านดอลลาห์สหรัฐ ทั้งที่ปี 2006 น่ะอยู่ที่จำนวน 660 พันล้านดอลฯ เอง นั่นเป็นเพราะมีประชากรชาวรักร่วมเพศเพิ่มขึ้นจาก 15.3 ล้านคนเป็น 16.3 ล้านคนในปี 2011 ดูรายงานเกี่ยวกับตัวเลขได้ที่นี่

- ที่เพิ่มมาเป็น 10 ล้านเนี่ย เกย์เบบี๋เกิดใหม่ หรือ เกย์หน้าใหม่เพิ่งตบเท้าเข้าวงการเกย์หว่า.. -

ในอังกฤษมีประชากรชาวเกย์อยู่ประมาณ 6% ของประชากรทั้งหมด ก็ประมาณ 3.6 ล้านคน ปีๆ หนึ่ง เงินของชาวเกย์ก็สะพัด 130 พันล้านดอลฯ ต่อปี ชายชาวรักร่วมเพศของอังกฤษที่ทำงานประจำมีรายได้ 18,000 ดอลฯ / ปี โดยเฉลี่ยแล้วมีรายได้ต่อปีมากกว่าชายเต็มร้อยเสียอีก (เริ่มชักอยากจะเป็นเกย์นิดๆ แล้ว) สำหรับเลสเบี้ยนจะลดลงมาหน่อยอยู่ที่ 12,000 ดอล/ปี


(http://usualvisual.egologo.transindex.ro/wp-content/pinktv2.jpg)

บ้านเราเองก็เหอะ เมื่อก่อนมีแค่วงการบันเทิงนะที่พูดได้ว่า "วงการนี้กระเทยคุม" แต่เดี๋ยวนี้อ่ะ หล่อนคุมแทบทุกวงการล่ะย่ะ ไม่เว้นแม้กระทั่งวงการคนงานก่อสร้าง 555

เรายังจะอยู่กันที่อังกฤษ เพราะที่นี่ธุรกิจเกี่ยวกับเกย์กำลังเฟื่องฟูมาก โดยเฉพาะธุรกิจ wedding จัดงานแต่งงาน ตั้งแต่ธันวาคม 2005 - ธันวาคม 2006 มีชาวรักร่วมเพศในอังกฤษแต่งงานกันโดยมีผลทางกฎหมายถึง 18,000 คน นั่นเป็นเพราะอังกฤษได้ออกกฎหมายรองรับการแต่งงานของชาวรักร่วมเพศ

เป็นสาเหตุให้ธุรกิจจัดงานแต่งงานมีมูลค่าราว 7 หมื่นล้านปอนด์(สีชมพู)/ปี ในเมืองแมนเชสเตอร์ยังมีการจัดงาน เกย์ เวดดิ้ง เป็นประจำทุกปีอีกด้วย ภายในงานจะมีทุกสิ่งครบครันให้ชาวเกย์อินเลิฟได้เลือกสรร ทั้งสินค้าและบริการต่าง ๆ ตั้งแต่เพชรนิลจินดา สตูดิโอถ่ายภาพ จัดเลี้ยง จัดดอกไม้ ไปจนถึงให้คำปรึกษาทางกฎหมาย เพื่อให้งานแต่งงานออกมาดูดีที่สุดและมีผลทางนิตินัย

งานนี้มันมีไอเดียมาจาก จิโน เมอริอาโน ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจจัดงานแต่งงานที่ชื่อว่า พิงค์ เวดดิ้งส์ ตัวจิโนเอง กับไมค์ (แฟนหนุ่ม) เป็นหนึ่งในเกย์กลุ่มแรกที่แต่งงานกันในอังกฤษ หลังจากที่กฎหมายผ่านออกมาในเดือนธันวาคม 2005

แน่นอนว่าแต่งงานแล้ว ก็ต้องฮันนี่มูน ธุรกิจฮันนี่มูนเกย์ก็น่าที่จะมีมูลค่ามากกว่า 600 ล้านปอนด์ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า

นอกจากในอังกฤษแล้ว ที่เยอรมนี ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ ก็มีกฎหมายอนุญาตให้เกย์ครองคู่กันทางนิตินัย เช่นเดียวกับที่เนเธอร์แลนด์ แคนาดา เบลเยี่ยม และสเปน มีกฎหมายอนุญาตให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้

ส่วนในสหรัฐมีเพียงรัฐแมสซาชูเสตต์เท่านั้นที่มีกฎหมายแบบเดียวกัน ส่วนที่เวอร์มอนท์หรือคอนเน็คติกัดอนุญาตให้เพียงอยู่ด้วยกันได้เท่านั้นฮ่ะ

เดี๋ยววันนี้ตัวแม่ขอตัวไปเริงร่า ฉ่ำโป๊ะ กับแฟนหนุ่มก่อนนะฮ่ะ
อ้อ.. จำเอาไว้นะฮ่ะ อีก 3-5 ปีน้ำจะท่วมโลก แต่ก่อนหน้านั้น เกย์จะครองโลกก่อนฮ่ะ ดัมเบิ้ลดอร์ ก็ช่วยไม่ได้นะฮ่ะ เพราะตานี่ก็ เกย์เฒ่า ดีๆ นี่เองล่ะฮ่ะ นังชะนีโรลลิ่งออกมาให้สัมภาษณ์แล้วฮ่ะ ว่าเฟิร์มๆๆๆ

- end -